แบ่งเวลาให้ชีวิตจากการติดโซเชียล

          ปัจุบันโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร ความบันเทิง หรือแม้แต่การทำงาน แทบทุกวินาทีในชีวิตมนุษย์เหมือนถูกแบ่งไปให้กับโลกคู่ขนานนี้ จนบางครั้งกลายเป็นเสมือนโซ่ตรวนที่ทำให้ชีวิตของเรามีอิสรภาพน้อยลง เราจึงอยากชวนคุณมาตรวจสอบตัวเองว่า ทุกวันนี้คุณสูญเสียเวลาให้กับโซเชียลมีเดียมากเกินไปหรือเปล่า




  • คุณไม่สามารถละจากหน้าจอได้ การปล่อยให้ตัวเองนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เป็นหนึ่งอาการที่ฟ้องว่าตัวคุณเองนั้นติดโซเชียลมีเดียมากเกินไปซึ่งนอกเหนือจากเวลาที่คุณต้องสูญเสียไปแล้วสุขภาพของคุณยังจะมีปัญหาจากการนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ อีกด้วย
  • คุณมีช่องทางเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเกินไป แค่เพียงหนึ่งหรือสองแอพในโทรศัพท์มือถือก็ดึงเวลาในชีวิตของเรามากไปแล้ว ลองจำกัดช่องทางสื่อสารของตนเองดูบ้างจะทำให้คุณเหลือเวลาในชีวิตมากยิ่งขึ้น
  • คุณรู้สึกกังวลเมื่อไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ตัว ทุกวันนี้เรามีความสำคัญกับเรื่องราวนอกตัวเองมากเกินไป มากเสียจนกระทั้งบางคนต้องสแตนด์บายอยู่กับโทรศัพท์มือถือเพื่อคอยติดตามไทม์ไลน์อยู่ตลอดเวลา ลองวางมือถือแล้วหันมาสนใจตัวเองวิธีนี้จะทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น
  • คุณรู้สึกประสบความล้มเหลวเมื่อไม่ได้รับความสนใจ เคยถามตัวเองหรือไม่ว่าทุกสเตตัสและทุกรูปภาพที่เราโพสต์ลงไปในโซเชียลมีเดียจุดประสงค์และเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรเหตุไดเวลาที่โยนความคิดของตัวเองลงไปในนั้นแล้วไม่ได้รับความสนใจ เราจะรู้สึกหงุดหงิดทุกที ลองคิดดูดีๆ ว่าคุณค่าในชีวิตแท้จริงแล้วอยู่ที่ตัวของเราเอง หรืออยู่ที่คำพูดของคนอื่น
ที่มา  time.com

ภัยร้ายจากน้ำตาล

          ในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงผ่านตาข่าวสารที่บอกเล่าถึงภัยร้ายจากการบริโภคน้ำตาลมามากมาย อย่างล่าสุดข่าวจากสหรัฐอเมริกาได้ออกมายกระดับความอันตรายจากความหมายของน้ำตาลว่าเลวร้ายต่อสุขภาพยิ่งกว่าความเค็มของเกลือเสียอีกและสิ่งที่เรานำเสนอต่อไปนี้คือคำตอบว่าเมื่อกินน้ำตาลไปแล้ว มันส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง




  • สร้างไขมันที่ตับ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าฟรักโทสซึ่งอยู่ในน้ำตาลมีส่วนกระตุ้นให้เกิดไขมันบริเวณตับได้ ซึ่งหากสะสมเป็นเวลานานก็จะทำให้เป็นโรคไขมันพอกตับในที่สุด
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน วารสาร Plos One กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า น้ำตาลคือสิ่งที่ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมเข้าสู่การเป็นโรคเบาหวาน และทุกๆ 1,100 แคลลอรีที่ได้จากการบริโภคน้ำตาล จะทำให้ผู้นั้นมีความสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1.1%
  • เพิ่มความเครียด มีงานวิจัยตีพิมพ์ลงใน Public Health Journal ระบุว่าจากการศึกษาชาวอเมริกันจำนวน 9,000 คน ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและการทานของหวานและฟาสต์ฟู้ด พบว่าคนที่ทานอาหารดังกล่าวเป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่ทานถึง 40% ซึ่งผู้วิจัยให้เหตุผลว่า เพราะอาหารขยะเหล่านั้นมีส่วนทำให้สมองหลั่งสารโดพามันลดลง
  • เพิ่มคอเลสเตอรอลในร่างกาย ในวารสาร Journal of the American Medical Association อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า การสะสมน้ำตาลในระดับที่มากเกินไปจะกระตุ้นให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้นั้นมีความเสี่ยงเป้นโรคความดันและหัวใจในอนาคตได้



ที่มา prevention.com

เหตุผลดีๆที่ทำให้มองหาสัตว์เลี้ยง

     หลายคนอาจไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาก่อนในชีวิต ทำให้ไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ข้างกายเราเป็นเหมือนจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มชีวิตของคุณให้มีสีสันมากขึ้น เราจึงอยากพาคุณมารู้จักกับเหตุผลดีๆ ที่จะทำให้คุณอยากมองหาสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักมาไว้ในครอบครองสักตัวหนึ่ง



  • ช่วยลดระดับความเหงา  ปฎิเสธไม่ได้ว่าในบางช่วงเวลา คนเราสามารถเหงาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การได้สัตว์เลี้ยงมาอยู่เป็นเพื่อนข้างกายจะช่วยลดระดับความเหงาให้คุณได้เป็นอย่างดี
  • ทำให้รู้สึกมีที่พึ่งพา  ในยามที่เราต้องพบเจอปัญหาและไม่อาจจะหันหน้าไปปรึกษาใครได้สัตว์เลี้ยงที่เรารักเป็นเหมือนเพื่อนที่ให้เราระบายความอัดอั้นที่มีออกไปได้ แม้จะไม่อาจสื่อสารด้วยภาษา แต่สัมผัสที่มีให้กัน จะทำให้คุณรู้สึกมีความหวังในชีวิตอย่างแน่นอน
  • ช่วยให้มองโลกในแง่บวก  ในชีวิตมนุษย์ต้องพบเจอกับความกดดันต่างๆ มากมายทั้งจากการทำงานและชีวิตส่วนตัว การใด้ใช้เวลาอยู่กับความใสซื่อของสัตว์เลี้ยง จะช่วยให้คุณมองโลกในแง่บวกมากขึ้น
  • ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง  หลายครั้งที่คนเราอาจไม่รู้ตัวเองนั้นดำรงอยู่เพื่อสิ่งใดแต่ในเวลาที่เจ้าตัวน้อยมาคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ คุณจะรู้ได้ว่าชีวิตของคุณมีคุณค่ามากขึ้น
  • ทำให้เป้นตัวของตัวเอง  การพบเจอกับเรื่องราวต่างๆ ในโลกภายนอก อาจทำให้หลายคนรู้สึกสูญเสียตัวตนของตัวเองไปลองกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่สบายใจกับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง จะช่วยให้คุณเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น



4 อาหารดีๆที่ปรับสีฟันให้ดูขาว

        พอพูดถึงเรื่องบุคลิกภาพ ผู้คนมักนึกถึงแต่เรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม หรือมารยาท ต่างๆ นานา จนบางครั้งก็มองข้ามสิ่งเล็กๆ ที่ส่งผลไม่น้อยต่อลุกส์ในทุกวัน นั้นคือเรื่องสุขภาพปากและฟัน วันนี้เราจึงแนะนำอาหารดีๆ ที่ช่วยปรับสีฟันให้ดูขาวอย่างเป็นธรรมชาติให้ลองไปทานกัน เพื่อบุคลิกภาพที่เจิดจรัสยิ่งกว่าเดิ่ม ดังนี้


  • สตรอว์เบอรี  แม้ผิวของสตรอเบอรีจะสีแดงสดแต่มันกลับช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในเนื้อสตรอเบอรีมีกรดมาลิกที่มีคุณสมบัติทำให้คราบที่อยู่บนฟันหลุดลอกออกไปได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเติมลงไปใน สลัด ขนมหวาน หรือซีเรียล ให้คุณได้อร่อยพร้อมรับประโยชน์จากผลไม้ชนิดนี้ไปพร้อมกัน
  • ถั่ว  ทางด้าน ดอกเตอร์ แมตธิว เมสสินา จาก America Dental Association กล่าวว่า การทานหรือเคี้ยวถั่วช่วยทำให้คราบพลัคและหินปูนที่ติดอยู่บนฟันหลุดออกไปได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะทานเป็นของว่างในช่วงบ่ายแทนขนมขบเคี้ยวต่างๆ โดยเฉพาะอัลมอนด์ ซึ่งเป้นถั่วที่มีโปรตีนและไขมันชนิดดีต่อสุขภาพสูง
  • แอปเปิ้ล  ผลไม้เนื้อกรอบชนิดนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงช่วยกระตุ้น การผลิตน้ำลาย ซึ่งการที่มีน้ำลายอยู่ในปากปริมาณมากๆ จะช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างให้มีความเป็นกลางมากขึ้น ส่งผลให้แบคทีเรียเกาะตัวเป็นคราบพลัคได้ยากขึ้นนั้นเอง
  • บร็อกโคลี เนื้องจากมีการศึกษาพบว่าผักชนิดนี้เป็นอาหารอีกชนิดที่ไม่ทิ้งคราบพลัคไว้บนเนื้อฟัน และด้วยตัวผักที่มีความกรอบจึงช่วยสครับขัดสีฟันในขณะเคี้ยวได้อย่างดีโดยคุณอาจจะเติมลงในมื้อเที่ยงเพื่อเติมความขาวกระจ่างให้แกฟันไปถึงช่วงเย็นได้ 
อาหารถึงจะมีส่วนช่วยแต่อย่าลืมแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ


ที่มา redbookmag.com

5 ข้อผู้ที่มีความเข้มแข็งจะไม่มีวันคิด

     ความคิดเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งชี้สภาวะอารมณ์และตัวตนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีว่าในเวลาดังกล่าวคนคนนั้นมีความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอเพียงใดเราจึงอยากชวนคุณมาร่วมตรวจสอบตัวเองผ่านความคิด 5 ข้อที่เรานำมาฝาก โดยผู้ที่มีความเข็มแข็งจะไม่มีวันคิดเช่นนั้นอย่างแน่นอน


  • "ฉันไม่มีเวลาเพียงพอ"  ข้ออ้างประจำสำหรับผู้ที่อยากหาข้อแม้ในการไม่ทำสิ่งต่างๆซึ่งจริงๆ แล้วทุกคนมีจังหวะการเดินของเข็มนาฬิกาที่เท่ากันอยู่ที่ว่าใครจะจัดสรรแต่ละวินาทีได้คุ้มค่ามากกว่า ลองวางแผนและเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำให้ดี แล้วจะรู้ว่าจริงๆแล้วเรามีเวลาเหลือในชีวิตอีกมากมาย
  • "ฉันมีความสุขเมื่อ....."  ความสุขเป็นเป้าหมายเดียวไม่อาจทำให้สิ่งต่างๆ เป็นจริงขึ้นมาได้เมื่อใดที่ตัดสินใจที่จะลงมือทำเรื่องใดได้แล้วการไม่รีรอและลงมือทำทันทีคือสิ่งที่ควรทำที่สุด
  • "ฉันจะตำหนิใครได้บ้าง"  เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น หลายคนพยายามที่จะหาคนรับผิดแต่ขอให้คุณลองคิดเสียว่า ความผิดพลาดเป็นบททดสอบชั้นดีที่จะพิสูจน์ว่าตัวของเราอ่อนแอหรือไม่ ผู้ที่แข็งแกร่งจริงๆ จะไม่กล่าวโทษผู้อื่น แต่จะยอมรับความผิดพลาดและมุ่งมั่นแก้ไขด้วยตนเอง
  • "ฉันไม่ดีพอ"  ผู้ที่อ่อนแอมักจะมีความคิดในแง่ลบต่อตัวเองอยู่เสมอ ขอให้จำไว้ว่ามนุษย์เราไม่มีใครมีข้อเสียในตัวเองอย่างเดียว ทุกคนมีข้อดีอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าใครจะพบเจอสิ่งนั้นก่อนกัน
  • "ทำไมถึงต้องเป็นฉัน"  เป็นประโยคยอดฮิตสำหรับคนที่กำลังอ่อนแอที่มักเอ่ยขึ้นมาวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือเลิกโอดครวญกับสิ่งที่พบเจอและเริ่มต้นแก้ปัญหาตรงหน้าอย่างมั่นใจ


5 ข้อที่จะช่วยคุณไม่หลุดโฟกัส

           สังเกตได้ว่าผู้คนในยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า ด้วยอำนาจของเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อโลกเสมือนจริงเข้ากับชีวิตของเรา ทำให้หลายคนมัวกังวลอยู่กับการแจ้งเตือนต่างๆ นานา เราจึงนำเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่าง ไม่หลุดโฟกัส มาฝากกัน



  • ดื่มน้ำเยอะๆ หลายคนอาจสงสัยว่าการดื่มน้ำช่วยในการเพิ่มสมาธิของเราอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วการรับน้ำเข้าไปในร่างกายให้เพียงพอในแต่ละวันจะช่วยให้ร่างกายของคุณปลอดโปร่งและมีสมาธิกับตัวเองได้
  • กำจัดสิ่งรบกวนสมาธิ โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นตัวการสำคัญให้เรากังวลอยุ่ตลอดเวลาลองลดหรือตัดขาดการเชื่อมต่อกับผู้อื่นเสียบ้างจะทำให้คุณรู้สึกจดจ่อกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น
  • สร้างพื้นที่ของตัวเอง สภาพแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆการค้นหาพื้นที่หรือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่สบายใจจะช่วยทำให้คุณมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้น
  • หมั่นขยับร่างกายบ่อยๆ วิธีนี้จะช่วยทำให้ร่างกายของเราตื่นตัว การนั่งจดจ่ออยู่กับอะไรซักอย่างหนึ่งนานๆ จะทำให้ร่างกายและสมองของเราล้าจนไม่สามารถมีสมาธิได้อย่างเต็มที่ ลองลุกขึ้นมาขยับร่างกายเพื่อรีเฟรชตัวเองจะทำให้คุณจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้น
  • เริ่มตั้งสมาธิกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ เป็นวิธีฝึกฝนตนเองง่ายๆ ลองจดจ่ออยู่กับสิ่งเล็กๆ ที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น วิธีการนี้จะเป็นแบบทดสอบชั้นดีให้คุณคุ้นชินกับการทำสมาธิและเมื่อต้องเจอกับปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องใช้มาธิอย่างมากในการแก้ไขจะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่


อาหารสำหรับดวงตา

                ดวงตาก็ต้องการอาหารเหมือนกัน ดวงตาคือหนึ่งในอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดในร่างกาย
แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร จนหลายคนรู้ตัวอีกทีก็ตอนป่วยเรียบร้อยแล้วโดยมีสถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่า แต่ละปีรัฐบาลต้องเสียเงินมากกว่า 7,000 ล้านเหรียญฯเพื่อรักษาโรคต้อกระจก
ของประชาชน เราจึงอยากชวนคุณมาบำรุงดวงตากันมากขึ้นผ่านการทานอาหารบางชนิดที่เราสรรหา
มาฝาก


  • ใข่แดง เพราะมีการศึกษาพบว่า ไข่แดงนั้นสามารถช่วยชะลอการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งเป็นกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ นอกจากนี้ในไข่แดงยังมีลูติน สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่สามารถปกป้องเรตินาจากแสงสีน้ำเงินของอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ได้
  • ผักโขม เป็นอาหารอีกชนิดที่มีลูตินสูง โดยนักวิจัยแนะนำว่า ถ้าหากต้องการรับประโยชน์แบบเต็มๆ ควรเลี่ยงการปรุงด้วยความร้อนเพราะจะทำลายสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้ให้ลดน้อยลงได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผักอีกหลายชนิดที่มีลูตินสูง เช่น บร็อกโคลี ซูกินี เป็นต้น
  • บลูเบอร์รี เป็นผลไม้ที่ได้รับฉายาว่า "the healthiest food on the planet" หรือผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่สุดในโลก สารอาหารที่พบมากในบลูเบอร์รีคือ แอนโทไซยานิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานแทบทุกระบบในร่างกาย โดยเฉพาะการมองเห็น เพราะมีการศึกษาพบว่า การทานบลูเบอร์รีสามารถปกป้องเรตินาในดวงตาจากรังสีแสงอาทิตย์ได้
  • แครอต เพราะพืชผักชนิดนี้มีลูตินและเบตาแคโลทีนสูง โดยสารอาหารเหล้านี้สามารถแปลงเป้นวิตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อดวงตา แต่ถ้าหากใครไม่ชอบแครอตก็อาจเลือกทานเป็นมะม่วง หรือฟักทองได้ เพราะเป็นแหล่งของสารเบตาแคโรทีนเช่นกัน


ที่มา naturalnews.com